MCP 真的快要過時嗎?AI 智能體從逐一呼叫工具轉為編寫程式碼
MCP ใกล้ตายจริงไหม? เมื่อ AI agent เลิกเรียกเครื่องมือทีละตัว แล้วหันมาเขียนโค้ดแทน
Nokka 指出,AI 智能體由逐一呼叫工具轉為編寫程式碼批次執行,並不代表 MCP 過時,改變的是智能體使用工具的方式。AIMultiple 測試中,程式執行方式的總 token 減少 77.4%,平均延遲則增加 7%;測試只涵蓋兩種任務,並使用單一模型。一項測試 10 個 MCP 伺服器的研究整理出 16 類攻擊,指出此方式擴大攻擊面,建議配合容器級沙箱及語義過濾。
โดย Nokka (นก-กา) | ตรวจข้อมูล 27 ต.ค. 2026
บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash · ผู้ให้บริการโมเดล: ollama-cloud) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา)
มีคลิปสั้นความยาว 79 วินาทีจากบัญชี @ducktate.com ขึ้นหัวว่า "Apparently MCP is obsolete for AI AGENTS" โพสต์เมื่อ 26 ต.ค. 2026 ยอดชมตอนที่ผมเช็กอยู่ที่ 17,673 ครั้ง กดใจ 615 คอมเมนต์ 18 [1]
คำกล่าวหานั้นแรงพอให้ต้องไปดูต้นทางว่าเขาพูดถึงอะไรกันแน่ ถ้าอ่านผิวเผิน คุณอาจเข้าใจว่า Model Context Protocol หมดอายุแล้ว และคิดจะทิ้งของที่ทีมลงทุนไปทั้งกอง
คำตอบสั้น ๆ คือ MCP ไม่ได้ตาย ตัวที่กำลังเปลี่ยนคือวิธีที่ agent ใช้มัน จากเดิมที่เรียกเครื่องมือทีละครั้ง ตอนนี้หันมาเขียนโค้ดที่เรียกหลายตัวในรอบเดียว
คลิปนี้พูดอะไร
ใจความที่ได้ยินจากเสียงในคลิปมีสามชั้น
- ชั้นแรก เขาบอกว่าการที่ agent ต้องโหลดนิยามเครื่องมือทั้งหมดเข้า context แล้วเรียกทีละตัว ทำให้เปลืองโทเคนและช้า
- ชั้นที่สอง ทางออกคือให้ agent เขียนโค้ดเพื่อเรียกเครื่องมือผ่าน API แล้วรันในแซนด์บ็อกซ์ ผลลัพธ์ตรงกลางไม่ต้องวิ่งผ่านโมเดล
- ชั้นที่สาม เขาอ้างงานทดสอบของ AIMultiple ที่บอกว่าประหยัดโทเคนได้ราว 77% แต่ก็ยอมรับว่า latency สูงขึ้น และจำเป็นต้องมีแซนด์บ็อกซ์
สามข้อนี้ตรวจสอบได้ทั้งหมด และตรงกับเอกสารต้นทางจริง
ทำไมโทเคนถึงบวม
สองจุดที่ทำให้ context บวม
Anthropic อธิบายปัญหานี้ไว้ตรง ๆ ในบล็อกวิศวกรรมของตัวเอง [2] มีสองจุดที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่ง
จุดแรกคือนิยามเครื่องมือ ถ้า agent ต่อกับเซิร์ฟเวอร์ MCP หลายสิบตัวและเครื่องมือหลายพันตัว ไคลเอนต์ส่วนใหญ่โหลดนิยามทั้งหมดเข้า context ก่อนที่ผู้ใช้จะพิมพ์คำขอเสร็จด้วยซ้ำ ในกรณีที่หนักมาก โมเดลต้องประมวลผลหลายแสนโทเคนก่อนจะเริ่มทำงาน
จุดที่สองคือผลลัพธ์ระหว่างทาง สมมติคุณสั่งว่า "ดาวน์โหลดทรานสคริปต์ประชุมจากไดรฟ์แล้วแนบไปที่ลีดในระบบขาย" โมเดลต้องเรียกเครื่องมือหลายครั้ง และผลลัพธ์ทุกก้อนต้องผ่าน context ทั้งก้อน ประชุมสองชั่วโมงอาจกินโทเคนเพิ่มอีกห้าหมื่นตัว
Anthropic เล่าเคสหนึ่งว่า ถ้าให้ agent โหลดเฉพาะนิยามที่ต้องใช้จริงผ่านไฟล์แทนการโหลดทั้งหมด การใช้โทเคนลดจาก 150,000 เหลือ 2,000 โทเคน หรือประหยัด 98.7% [2]
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ค่ากลางของทุกงาน แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดว่าเพดานของการประหยัดอยู่ตรงไหน
ผลทดสอบจาก AIMultiple ที่คลิปอ้าง
ตัวเลขที่ได้จากการวัดจริง
AIMultiple ทดสอบเทียบสองแบบด้วยกัน [3] โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ MCP ของ Bright Data โหมด Pro และใช้ GPT-4.1 เป็นโมเดล งานคือให้ agent เปิดหน้าเว็บที่กำหนดไว้แล้วดึงคำตอบสองข้อออกมา แต่ละงานรัน 50 รอบต่อวิธี
ผลที่ได้ออกมาดังนี้
- อัตราความสำเร็จ 100% ทั้งสองแบบ
- latency เฉลี่ย 9.66 วินาที (แบบเดิม) กับ 10.37 วินาที (แบบเขียนโค้ด) ช้าขึ้น 7%
- input token เฉลี่ยต่อครั้ง 15,417 กับ 3,310 ลดลง 78.5%
- output token เฉลี่ยต่อครั้ง 87 กับ 192 เพิ่มขึ้น 120%
- โทเคนรวมทั้งงาน 775,197 กับ 175,081 ลดลง 77.4%
ตัวเลข 77% ในคลิปมาจากแถวสุดท้ายนี้ ไม่ใช่ตัวเลขจาก Anthropic และไม่ใช่ค่าที่การันตีว่าจะได้ทุกงาน
จุดที่น่าสนใจคือ output token เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า เพราะโมเดลต้องเขียนโค้ดแทนการเรียกเครื่องมือ การประหยัดจึงมาจากฝั่ง input เป็นหลัก
อีกจุดที่ต้องพูดให้ครบ หน้าเดียวกันนี้เปิดเผยว่าลูกค้าของบริการวัดผลด้าน MCP ของ AIMultiple มี Bright Data ซึ่งเป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ทดสอบ อยู่ด้วย [3] ตัวเลขจึงควรอ่านเป็นผลจากผู้ให้บริการรายหนึ่ง ไม่ใช่การวัดที่เป็นกลางจากคนนอกทั้งหมด
ผู้ทดสอบเองก็ระบุจุดอ่อนไว้สามข้อ คือทดสอบคำถามเพียง 2 แบบ ใช้โมเดลเดียว และคุณภาพโค้ดขึ้นกับความสามารถเขียนโค้ดของโมเดล [3] ผมจึงยังไม่เห็นงานไหนที่ทดสอบกับเซิร์ฟเวอร์หลายสิบตัวพร้อมกันในเงื่อนไขเดียว
ต้นทุนที่คลิปไม่ได้เล่า
พื้นที่โจมตีที่กว้างขึ้น
มีงานวิจัยบน arXiv ที่เผยแพร่เป็น preprint เมื่อ 17 ก.พ. 2026 ชื่อ From Tool Orchestration to Code Execution: A Study of MCP Design Choices [4] ทีมผู้เขียนทดลองกับเซิร์ฟเวอร์ MCP 10 ตัว แล้วพบว่าโมเดลแบบเขียนโค้ดลดโทเคนและเวลาได้จริง แต่แลกมาด้วยพื้นที่โจมตีที่กว้างขึ้นมาก
เขาจัดหมวดการโจมตีได้ 16 แบบในห้าช่วงของการรันโค้ด รวมถึงการแทรกโค้ดผ่านข้อความ error และการประกอบความสามารถที่ไม่ปลอดภัยขึ้นมาเอง
ข้อเสนอของงานชิ้นนี้คือต้องมีแซนด์บ็อกซ์ระดับคอนเทนเนอร์และการกลั่นกรองเชิงความหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้โค้ดที่โมเดลเขียนรันบนเครื่องจริง
ผมจึงมองว่าคำว่า "MCP ตายแล้ว" ทำให้คนเข้าใจผิด เพราะตัวที่ตายไม่ใช่โปรโตคอล แต่เป็นวิธีเรียกแบบทีละครั้ง ส่วนของใหม่มาพร้อมความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยที่หนักกว่าเดิม
แล้ว MCP ยังมีที่ทางตรงไหน
MCP ยังเป็นชั้นล่างของระบบ
Anthropic เขียนไว้ชัดว่า MCP คือมาตรฐานเปิดที่ชุมชนสร้างเซิร์ฟเวอร์ไว้หลายพันตัว และอุตสาหกรรมรับไปใช้เป็นมาตรฐานโดยพฤตินัยตั้งแต่เปิดตัวในเดือน พ.ย. 2024 [2] ตัวสเปกเปิดให้อ่านและนำไปใช้งานได้ฟรีที่เว็บทางการ [5]
ตอนนี้ MCP กลายเป็นชั้นล่าง ส่วนชั้นบนคือโค้ดที่ agent เขียนขึ้นมาเรียกใช้ เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ MCP เป็นปลั๊กไฟ ส่วนโค้ดคือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบเข้าไป
เลือกแบบไหนดี
ในทางปฏิบัติ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสามเงื่อนไข ซึ่งเป็นข้อสังเกตของผมเอง ไม่ใช่ตัวเลขจากต้นทาง
- ถ้าเครื่องมือมีไม่กี่ตัวและผลลัพธ์ไม่ใหญ่ การเรียกทีละตัวยังตรงไปตรงมาและ debug ง่ายกว่า
- ถ้าเครื่องมือเยอะหรือมีข้อมูลก้อนใหญ่ระหว่างทาง ให้เขียนโค้ดรวมงานในรอบเดียว
- ถ้าเลือกทางที่สอง ต้องมีแซนด์บ็อกซ์ที่จำกัดไฟล์ เครือข่าย และสิทธิ์ให้ชัดเจนก่อน
ตัวอย่างเทียบให้เห็นภาพ สมมติ agent ต้องอ่านไฟล์ CSV หมื่นแถว กรอง แล้วส่งสรุปเข้าเซิร์ฟเวอร์อื่น ถ้าใช้วิธีเดิม ข้อมูลทั้งหมื่นแถวจะผ่าน context สองรอบ ถ้าใช้โค้ด ข้อมูลอยู่ในหน่วยความจำของสคริปต์และเข้าโมเดลแค่บรรทัดสรุป
แต่ถ้าสคริปต์นั้นรันบนเครื่องคุณโดยไม่มีอะไรกั้น มันก็อ่านไฟล์อะไรก็ได้ที่สิทธิ์ของคุณอ่านได้ นี่คือจุดที่บทความของผมเรื่อง NVIDIA OpenShell เข้ามาเกี่ยวข้อง
โค้ดนี้เป็นภาพประกอบเชิงแนวคิด ไม่ใช่ API จริงของไลบรารีใด
หน้าตาของโค้ดแบบที่ว่านั้นประมาณนี้
# agent เขียนสคริปต์เอง แล้วรันในแซนด์บ็อกซ์
rows = mcp.csv.read("leads.csv")
clean = [r for r in rows if r["country"] == "TH"]
mcp.crm.upsert(clean)
print(f"sync {len(clean)} rows")
โมเดลเห็นแค่บรรทัดสุดท้าย ไม่ต้องแบกข้อมูลทั้งไฟล์ไว้ใน context
สิ่งที่ทีมไทยควรทำก่อนเปลี่ยน
ถ้าคุณกำลังดูแล agent ที่ต่อ MCP อยู่ ลองทำตามลำดับนี้
- นับเครื่องมือที่โหลดเข้า context จริงในแต่ละครั้ง ถ้าเกินหลายพันตัว ปัญหาโทเคนจะเริ่มเห็นชัด
- วัดขนาดผลลัพธ์ระหว่างทาง ถ้าคำตอบสุดท้ายสั้นแต่ข้อมูลดิบยาว นั่นคือจุดที่คุ้มจะเปลี่ยน
- เลือกแซนด์บ็อกซ์ก่อนเขียนโค้ด ไม่ใช่ทีหลัง ของแบบนี้แก้ทีหลังยาก
- วัดต้นทุนจริงต่อรายงาน ไม่ใช่ต่อครั้ง เพราะ output token อาจเพิ่มขึ้นจนหักล้างส่วนที่ประหยัดได้
ข้อสี่สำคัญมาก ผมเห็นหลายทีมดูแค่ input token แล้วสรุปว่าประหยัด แต่พอรวม output กับค่าแซนด์บ็อกซ์แล้ว ตัวเลขอาจไม่สวยอย่างที่คิด
คำตอบของคำถามตั้งต้น
MCP ไม่ได้ใกล้ตาย และคำว่า "obsolete" ในคลิปก็เป็นถ้อยคำเชิงพาดหัวมากกว่าข้อเท็จจริง
เรื่องที่เกิดขึ้นจริงคือ agent กำลังเลื่อนชั้นจากการกดรีโมตทีละปุ่ม มาเป็นการเขียนสคริปต์ที่สั่งหลายอย่างในครั้งเดียว วิธีใหม่ประหยัดโทเคนได้จริงเมื่อข้อมูลระหว่างทางมีขนาดใหญ่ แต่แลกมาด้วยความซับซ้อนด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการตั้งแต่ต้น
ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ในแบบที่ผมเชื่อ มันไม่ใช่การฝัง MCP แต่คือการย้ายที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ในโค้ดแทน context
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "MCP ตายหรือยัง" แต่เป็น "ทีมเราพร้อมจะรับโค้ดที่โมเดลเขียนขึ้นมารันบนเครื่องตัวเองหรือยัง"
ถ้ายังไม่พร้อม คำตอบที่ปลอดภัยคือใช้วิธีเดิมไปก่อน แล้วค่อยขยับเมื่อมีแซนด์บ็อกซ์ที่ไว้ใจได้
REF
[1] ducktate.com (26 ต.ค. 2026) · Apparently MCP is obsolete for AI AGENTS (TikTok). https://www.tiktok.com/@ducktate.com/video/7701079401403813133
[2] Anthropic (พ.ย. 2025) · Code execution with MCP: Building more efficient agents. https://www.anthropic.com/research/code-execution-with-mcp
[3] AIMultiple (2026) · Code Execution with MCP: A New Approach to AI Agent Efficiency. https://aimultiple.com/code-execution-with-mcp
[4] arXiv (17 ก.พ. 2026) · From Tool Orchestration to Code Execution: A Study of MCP Design Choices. https://arxiv.org/abs/2602.15945
[5] Model Context Protocol (2026) · Specification. https://modelcontextprotocol.io/specification
來源:DEV Community · dev.to
